contact

เซลล์ภูมิคุ้มกันบำบัด, ทางเลือกการรักษาลำดับที่สี่

(การผ่าตัด,การฉายรังสี และเคมีบำบัด) ของการรักษาโรคมะเร็ง

เซลล์ภูมิคุ้มกันบำบัด( Immune-Cell Therapy or call Win K-Cell Therapy)

สามารถพิจารณาเป็นเซลล์รักษาโรคเหมือนกับregenerative medicine ที่ใช้เพาะผิวหนังและกระดูกอ่อน และการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ แม้ว่าการบำบัดโดยใช้ตัวเซลล์ภูมิคุ้มกันจะประกอบไปด้วยวิธีการที่หลากหลายโดยหลักแล้ววิธีการนี้ก็คือการนำเอาเทคโนโลยีของเซลล์บำบัดโรค( Cell Medicine Technology) ใช้กำจัดเซลล์แปลกปลอมอย่างเซลล์มะเร็งและเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส โดยมีการพัฒนาขึ้นในร่างกายโดยการฉีดเพิ่มเซลล์ภูมิต้านทาน (ซึ่งได้จากการเพาะเลี้ยงภายนอกร่างกายผู้ป่วย) ให้แก่ผู้ป่วย ด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเซลล์ภูมิคุ้มกันบำบัดซึ่งไม่มีส่วนผสมที่เป็นผลเสียต่อร่างกายและมีผลข้างเคียงน้อยเนื่องจากเซลล์ที่ใช้เป็นเซลล์ของผู้ป่วยเอง ( autologous cells) ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล ในการรักษาโรคมะเร็ง ได้มีการใช้เซลล์ภูมิคุ้มกันบำบัดดำเนินการรักษาในรูปแบบทั้งระบบ (systemic treatment) เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้น ในปัจจุบันได้มีการวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการรักษาด้วยวิธีนี้อย่างต่อเนื่อง

การรักษาโรคมะเร็งโดยทั่วไป

มะเร็ง เป็นโรคที่ยากต่อการรักษาหากไม่สามารถตรวจพบในระยะแรกและได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที มาตรฐานการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งประกอบไปด้วยการรักษาหลักๆ 3วิธี คือ การผ่าตัด การฉายรังสี และเคมีบำบัด นอกจากนี้ยังมีโฮโมนบำบัดซึ่งใช้กับมะเร็งบางประเภท เราสามารถพบเห็นความก้าวหน้าของวิธีการรักษาแต่ละประเภทอย่างต่อเนื่องแต่ประสิทธิผลยังคงเดิมหากยังใช้การรักษาด้วยวิธีเดียว ดังนั้นในปัจจุบันจึงใช้การรวมวิธีการรักษาหลายวิธีเพื่อเพิ่มประสิทธิผลการรักษาให้มากขึ้น ดังตัวอย่าง ในก้อนเนื้อร้ายเฉพาะที่ แผนการรักษาในเบื้องต้นคือการผ่าตัดเอาเซลล์มะเร็งออก แต่การผ่าเอาชิ้นเนื้อออกนั้นไม่สามารถเอาเซลล์มะเร็งออกได้ทั้งหมดดังนั้นจึงต้องใช้การฉายรังสี การฉายรังสีสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งส่วนที่ซึ่งยังหลงเหลือหรือไม่สามารถผ่าตัดออกได้ แต่มะเร็งในระยะลุกลามนั้นไม่สามารถรักษาโดยวิธีผ่าตัดและฉายรังสีได้ ซึ่งในกรณีนี้มีทางเดียวคือการใช้เคมีบำบัดช่วยในการทำลายเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตามวิธีการใช้เคมีบำบัดเป็นวิธีที่ใช้ตัวยาค่อนข้างแรงและมีอาการข้างเคียงของการใช้ยาสูง ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนาให้ได้ตัวยาหรือวิธีใหม่ๆที่ก่ออาการข้างเคียงลดน้อยลงและใช้แทนเคมีบำบัดได้ต่อไป ด้วยเหตุนี้เซลล์ภูมิคุ้มกันบำบัดจึงถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นโดยมุ่งเน้นไปที่กลไกการตอบสนองของเซลล์ภูมิคุ้มกันกับเซลล์มะเร็ง และการใช้เทคนิคความก้าวหน้าของภูมิคุ้มกันวิทยา, ชีวโมเลกุล และCell engineering เข้าด้วยกัน

เซลล์ภูมิคุ้มกันคืออะไร เป็นทางเลือกลำดับที่สี่ของการรักษาโรคมะเร็งหรือไม่

ร่างกายมนุษย์ตามธรรมชาติสามารถสร้างระบบภูมิคุ้มกันซึ่งกรองและขับสิ่งแปลกปลอมต่างๆที่ก่อตัวขึ้นในร่างกาย หรือเชื้อโรคและเชื้อไวรัสต่างๆที่รุกล้ำเข้าสู่ร่างกาย โดยระบบภูมิคุ้มกันจะทำการทำลายและขับสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นออกจากร่างกายโดยมีเม็ดเลือดขาวและเซลล์ภูมิคุ้มกันเป็นผู้ทำหน้าที่หลัก เมื่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเสียสมดุลส่งผลให้เกิดการเพิ่มเชื้อโรคและเซลล์มะเร็งในร่างกาย เซลล์ภูมิคุ้มกันบำบัดป็นการรักษาโดยการกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันให้มีอำนาจสมดุลของภูมิคุ้มกันร่างกายเพื่อใช้ในการกำจัดหรือหยุดยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง

อำนาจสมดุลระหว่างภูมิคุ้มกันโรคกับเซลล์มะเร็ง

เมื่อเซลล์มะเร็งก่อตัวในร่างกายมนุษย์โดยการกลายพันธ์ของพันธุกรรม โดยปกติแล้วเซลล์เหล่านี้จะถูกทำลายโดยระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย แต่เมื่อความแข็งแกร่งของเซลล์มะเร็งมากกว่าของเซลล์ภูมิคุ้มกันอันเกิดจากสาเหตุบางประการ เซลล์มะเร็งจะเติบโตและปรากฎ เมื่อตัวเซลล์มะเร็งเริ่มก่อตัวขึ้นระบบการหยุดยั้งเซลล์ภูมิคุ้มกันในเซลล์มะเร็งก็เริ่มทำงานและเปลี่ยนอำนาจสมดุลระหว่างมะเร็งและภูมิคุ้มกันให้เป็นปัจจัยบวกในการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งต่อไป
เมื่อเซลล์มะเร็งส่วนใหญ่ถูกกำจัดออกจากร่างกายโดยการผ่าตัดหรืฉายรังสี อำนาจสมดุลก็จะกลับมาส่งผลบวกให้กับเซลล์ภูมิคุ้มกันอีกครั้งหนึ่ง แต่เนื่องจากไม่สามารถผ่าเอาเซลล์มะเร็งที่ไม่สามารถมองเห็นออกได้ จึงมีโอกาสที่จะเกิดการเติบโตขึ้นมาใหม่ในภายหลัง
แม้ว่าเคมีบำบัดจะสามารถลดความแข็งแกร่งของมะเร็งได้แต่ก็เป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น เป็นการยากที่จะทำลายเซลล์มะเร็งให้หมดไปอย่างถาวร และผลข้างเคียงของเคมีบำบัดยังหยุดการทำงานของไขกระดูกซึ่งส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเสียหายอย่างหนักจึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ซึ่งถึงแม้ว่าจะสามารถลดขนาดเซลล์มะเร็งลงได้แต่ก็ไม่สามารถเพิ่มอำนาจสมดุลให้ภูมิคุ้มกันได้และไม่ สามารถป้องกันการเกิดซ้ำของโรคได้
เห็นได้ชัดว่าการที่เซลล์มะเร็งเจริญเติบโตจนเป็นขนาดที่สามารถมองเห็นได้นั้นหมายถึงตัวมะเร็งมีความแข็งแกร่งเหนือกว่าเซลล์ภูมิต้านทาน ซึ่งถึงแม้ว่าการใช้เซลล์ภูมิคุ้มกันบำบัดอย่างเดียวจะสามารถยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ แต่ก็ไม่สามารถลดขนาดของเซลล์มะเร็งลงได้ในช่วงระยะเวลาอันสั้นโดยปราศจากการเพิ่มภูมิคุ้มกันซ้ำอย่างเพียงพอ
ดังนั้นการใช้เซลล์ภูมิคุ้มกันบำบัดภายหลังการผ่าตัดหรือการรักษาวิธีอื่นๆจึงให้ผลทางการแพทย์ที่มีประสิทธิผลมาก

ปัจจุบัน ข้อมูลทางการแพทย์พบว่า เม็ดเลือดขาวชนิด mononuclear cell ในผู้ป่วยโรคมะเร็ง เมื่อนำมาแยก เพาะเลี้ยง และกระตุ้น ด้วย cytokine บางชนิด ทำให้เม็ดเลือดขาวดังกล่าวมีความสามารถในการทำลายเซลล์มะเร็งได้ เรียกเม็ดเลือดขาวที่ถูกกระตุ้นว่า cytokine-induced killer cell (CIK) ซึ่งเป็นเซลล์ในกลุ่มของ cytotoxic T lymphocyte ที่มีคุณสมบัติการแสดงออกของ CD3+ และ CD56+ เซลล์ออกฤทธิ์ทำลายเซลล์เป้าหมาย โดยอาศัยกลไกแบบ non major histocompatibility complex อีกทั้งเมื่อฉีด CIK กลับเข้าในตัวผู้ป่วย ยังสามารถทำลายเซลล์มะเร็งในตัวผู้ป่วย ทำให้การเป็นซ้ำของโรคและ/หรือ การกำเริบของโรคดีขึ้น วิธีการดังกล่าวนี้ ถูกนำมาใช้ในผู้ป่วยโรคมะเร็งตับชนิด hepatocellular carcinoma โรคมะเร็งปอด โรคมะเร็งรังไข่และโรคมะเร็งเม็ดเลือด ทั้งแบบเสริมการรักษาและแบบบรรเทา ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสในการรอดชีวิตเพิ่มขึ้น

ในการศึกษาหลายประเทศมีการศึกษาถึงความสัมพันธ์ของการเกิดมะเร็งกับปริมาณของ Immune cell ซึ่งได้ผลดังนี้คือ

จากการศึกษาผู้ป่วย 905 คนที่มีการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ หัวใจ, ปอด , ในระหว่างปี 1989 ถึง 2004 โดยผู้ป่วยเหล่านี้ได้รับยากดภูมิต้านทาน ( Immunosuppression) เพื่อป้องกันภาวะการต่อต้านอวัยวะของร่างกาย (graft rejection) , พบว่าอัตราการเกิดมะเร็งขึ้นใหม่ 102 รายในผู้ป่วยกลุ่มนี้ ซึ่งมากเป็น 7.1 เท่าของอัตราการเกิดมะเร็งในประชากรทั่วไป ซึ่งมะเร็งที่พบได้แก่ leukemias และ lymphomas (26.2 เท่า ของ ประชากรทั่วไป ), head and neck cancer (21 เท่า) and lung cancer (9.3 เท่า).

(Roithmaier S, Haydon AM, Loi S, et al. Incidence of malignancies in heart and/or lung transplant recipients: a single-institution experience. J Heart Lung Transplant 2007;26:845-849. [CrossRef][ISI][Medline] )

กลไกการออกฤทธิ์ของเซลล์ CIK

แนวทางการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธี Adoptive cell immunotherapy ในปัจจุบัน มีความสนใจมากขึ้น หลักการใช้ immune cell-base cancer therapy เพื่อการทำลายเซลล์มะเร็ง ทำโดยนำเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันออกมาเลี้ยง และกระตุ้นภายนอกร่างกาย (ex vivo) เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน ดังกล่าวได้แก่ dendritic cell, lymphokine-activated killer cells (CIK=Cytokine induced killer cells) อย่างไรก็ตาม พบว่าเซลล์ CIK มีข้อได้เปรียบเซลล์ชนิดอื่นๆที่นำมาใช้ คือ
  1. สามารถสร้างจากเม็ดเลือดขาวชนิด mononuclear ที่นำออกจากร่างกายทางเส้นเลือดดำส่วนปลายของผู้ป่วย และง่ายต่อการเพิ่มจำนวนเซลล์ในหลอดทดลอง
  2. เซลล์ CIK มีฤทธิ์รุนแรงในการทำลายเซลล์มะเร็ง ได้แก่ มะเร็งตับชนิด hepatocellular carcinoma, มะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia), มะเร็งไต (renal cancer) และมะเร็งกระเพาะอาหาร (gastric cancer), Nasopharynx cancer, Cholangiocarcinoma, Lymphoma, Melanoma, Lung cancer, Glioma, Pancreatic cancer .
  3. ฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็ง มีลักษณะไม่จำเพาะต่อ MHC (MHC-unrestricted)
  4. เซลล์ CIK เป็นเซลล์ขั้นสุดท้ายที่ออกฤทธิ์ (final effector) ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นรูปเซลล์ชนิดอื่นในการเข้าทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง
  5. จากการศึกษาในสิ่งมีชีวิต (in vivo) พบว่า การฉีดเซลล์ CIK เข้าสู่ร่างกาย มีความเป็นพิษต่ำ และไม่เกิดภาวะต่อต้านในตัวผู้รับ (graft-versus-host disease: GVHD) โดยผลที่ทำให้การฉีดเซลล์ CIK เข้าสู่ร่างกายไม่เกิดภาวะ GVHD เชื่อว่ามีสาเหตุจากการที่เซลล์ CIK สามารถสร้าง Interferon-g จากการทดลองยับยั้งการสร้าง Interferon-g ในเซลล์ CIK เมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายสิ่งมีชีวิต มีผลให้เกิดภาวะ GVHD อย่างรุนแรง


เซลล์ CIK เป็นเซลล์ที่ได้จากเม็ดเลือดขาวชนิด mononuclear
จากหลอดเลือดดำส่วนปลายหรือจากม้ามของสัตว์ทดลอง แล้วนำมาเพาะเลี้ยงภายนอกร่างกาย โดยการให้ interferon-g, CD3-antibody และ interleukin-2 ลักษณะของเซลล์ชนิดนี้จะมีการแสดงออกของ marker ของเซลล์ natural killer (NK) ร่วมกับ T cells โดยมีการแสดงออกของ receptor natural killer group 2D (NKG2D) และไม่จำเพาะต่อ major histocompatibility complex (MHC) โดยกลไกการออกฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งของเซลล์ CIK เป็นผลจากการที่เซลล์ CIK สามารถรับรู้ถึง stress-associated ligands ชนิด NKG2D ligands ซึ่งแสดงออกบนเซลล์มะเร็ง ligand ชนิดนี้ มักมีการแสดงออกบนเซลล์มะเร็งหลายชนิด เนื่องจากเซลล์ดังกล่าวมักมีสภาวะตึงเครียดจากในสภาวะแวดล้อมของเซลล์มะเร็ง (tumor microenvironment) ซึ่งไม่เหมาะสมต่อการดำรงชีพของเซลล์ปกติ ดังนั้น เซลล์ CIK จึงสามารถออกฤทธิ์ได้กับเซลล์มะเร็งหลายชนิด ไม่ขึ้นกับเซลล์ชนิดใดชนิดหนึ่งของเซลล์มะเร็ง กลไกการออกฤทธิ์ของเซลล์ CIK ต่อเซลล์มะเร็ง เนื่องจากการออกฤทธิ์ที่ไม่จำเพาะต่อ MHC (non-major histocompatibility complex-restricted) โดยขึ้นกับการจับกัน (contact) ระหว่างเซลล์ CIK กับเซลล์มะเร็ง จากนั้นเซลล์ CIK จะสร้าง perforin เข้าไปทำลายผนังเซลล์ (cell membrane) ของเซลล์มะเร็ง โดยไม่จำเป็นต้องอาศัย eFas กระตุ้นการสร้าง perforin นอกจากนั้นยังพบว่าเซลล์ CIK สามารถสร้าง cytokines เช่น IFN-g, RANTES, MIP1a และ MIP1b โดย cytokine ดังกล่าวจะทำงานร่วมกับ IFN-g ในการทำลายเซลล์มะเร็งด้วยกระบวนการเดียวกับ T helper1 T cell

ข้อดีของการรักษาด้วย Win K-Cell

  1. ใช้ร่วมในคนไข้ที่รักษาโรคมะเร็งโดยการผ่าตัดเพื่อให้ Win K-Cell ไปทำลายเซลล์มะเร็งที่ยังหลงเหลืออยู่
  2. ใช้ร่วมกับคนไข้ที่รักษาด้วย Chemotherapy ซึ่งสามารถช่วยในการทำลายเซลล์มะเร็ง
  3. Win K-Cell ยังสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งร่วมกับวิธีอื่นๆ เนื่องจาก Win K-Cell สร้างมาจากภูมิคุ้มกันของร่างการคนไข้เอง ทำให้ไม่มีผลข้างเคียงต่อคนไข้ และ วิธีการรักษาอื่นๆ
  4. สามารถลดอัตราการกลับมาเป็นซ้ำและยืดเวลาการเริ่มเป็นซ้ำของโรคมะเร็งได้มากกว่าการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ
  5. เสริมภูมิต้านทานในร่างกายของคนไข้ที่รักษาด้วยยาหรือเคมีที่ไปกดภูมิต้านทานร่างกายของร่างกายคนไข้ ซึ่งสามารถลดอัตราการติดเชื้อต่างๆลงได้
  6. ใช้ในมะเร็งที่อยู่ในตำแหน่งที่การผ่าตัดเข้าไม่ถึงหรือกระจายจนไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัด
  7. การรักษาด้วยวิธีนี้ลดการนอนในโรงพยาบาลของคนไข้เนื่องจากใช้แค่วิธีฉีดเข้าเส้นเลือดที่แขนของคนไข้เท่านั้นโดยไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ทำให้ลดค่าใช้จ่ายของคนไข้และ โรงพยาบาลได้


ขั้นตอนในการผลิตเซลล์ภูมิคุ้มกัน Win K-Cell

คือการนำเอาเลือดของผู้ป่วยมากระตุ้นและเพิ่มจำนวนเซลล์ภายนอกร่างกายและทำการฉีดคืนเข้าสู่ร่างกายซ้ำหลายครั้งเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ผู้ป่วย

ขั้นตอนการผลิต Win K-Cell

  1. เก็บเลือดจากผู้ป่วยทางเส้นเลือดส่วนปลายปริมาณ 30-50 ml
  2. ปั่นแยกเซลล์ เลือกเฉพาะ ส่วน ที่เป็นเซลล์โมโนนิวเคลียเซลล์มาใช้
  3. นำเซลล์ภูมิต้านทานมาผ่านขบวนการเพาะเลี้ยง เพิ่มจำนวน และ เพิ่มประสิทธิภาพโดยใช้สาร Cytokines ให้ เซลล์มีประสิทธิภาพการทำลายเซลล์มะเร็งสูงสุด โดยใช้เวลา 2-3 อาทิตย์
  4. ทำการตรวจความปลอดภัยขั้นสุดท้าย โดย ตรวจสารปนเปื้อนต่างๆ ได้แก่ แบคทีเรีย , เชื้อรา , สารพิษ
  5. นำไปฉีดกลับเข้าสู่ผู้ป่วยทางเส้นเลือดส่วนปลาย โดยอยู่ในรูปของสารละลาย ปริมาณเซลล์โดยเฉลี่ย 1x109 เซลล์



TH
EN